สำนักวัณโรค : BUREAU OF TUBERCULOSIS : รู้จักสำนักวัณโรค







 
 



“ อดีต..สู่..ปัจจุบัน

  จากยศเส...ถึง บางโคล่”


    โดย นายแพทย์นัดดา ศรียาภัย

            สถาบันแรกอันต่อเนื่องมาถึงงานสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบัน คือ กรมพยาบาล ซึ่งตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช เมื่อ พ.ศ.2431 ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาสังกัดกระทรวงธรรมการ เมื่อ พ.ศ.2432 โดยเริ่มมีแพทย์ประจำเมืองขึ้นในบางแห่ง ทำยาตำราหลวง ตั้งกองแพทย์ เพื่อป้องกันโรคระบาด จนถึง พ.ศ.2448 เปลี่ยนสังกัดไปขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนในด้านโรคภัยไข้เจ็บ และการดูแลจัดการสุขาภิบาลท้องถิ่นอยู่ในขณะนั้น จนในที่สุดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมสาธารณสุขขึ้น เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2461 ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งภารกิจสำคัญของกรมสาธารณสุขในสมัยนั้น คือการป้องกันปราบปรามโรคระบาดร้ายแรงเช่น ไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค และกาฬโรค เพราะโรคเหล่านี้ระบาดอยู่เสมอ ทำให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนปีละมาก ๆ ตลอดจนการปรับปรุงการสุขาภิบาล การเร่งรัดจัดตั้งสุขศาลาขึ้นตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อเป็นสำนักงานแพทย์และเพื่อเผยแพร่เวชภัณฑ์ให้แก่ราษฎรที่เจ็บป่วย ส่วนวัณโรคนั้นถึงแม้จะมีประจำและแพร่หลาย แต่ไม่ระบาดรวดเร็วเหมือนโรคระบาดอื่น ๆ ในสมัยนั้นจึงมิได้มีความสนใจต่อวัณโรคมากนัก
            จนกระทั่ง พ.ศ.2463 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกในขณะนั้น ทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ หลังจากเสด็จกลับจากการศึกษาวิชาแพทย์ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้ทรงไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลศิริราช ทรงเห็นว่าวัณโรคมีอยู่แพรหลายในประชาชนทั่วไป ประชาชนยังไม่ทราบวิธีการรักษาและป้องกัน พระองค์จึงได้เรียบเรียงเรื่อง “โรคทุเบอร์คุโลสิล” ประทานให้กรมสาธารณสุขเพื่อพิมพ์เป็นเอกสารสาธารณสุขศึกษา และจัดพิมพ์เผยแพร่ช่วยในงานถวายพระเพลิงสมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2463 ซึ่งกรมสาธารณสุขในสมัยนั้น ต่อมาก็ได้จัดพิมพ์แจกจ่ายให้แก่ประชาชนอีกหลายครั้ง นับได้ว่าพระองค์เป็นผู้ริเริ่มงานต่อต้านวัณโรคในประเทศไทย ต่อมาขณะเมื่อพระองค์ท่านทรงงานเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแม็คคอร์มิค เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.2472 ทรงมีพระราชหัตถเลขามายังหลวงนิตย์ เวชวิศิษฐ์ ซึ่งควรนับได้ว่าเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นแรก ที่แสดงถึงการระบาดแพร่หลายของวัณโรคในสมัยนั้น ดังลายพระหัตถเลขาที่ได้อัญเชิญมา ณ ที่นี้



            ต่อมาได้มีการก่อตั้งสมาคมกองการปราบปรามวัณโรค ของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม (ปัจจุบัน คือสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย) ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2478 และได้รับความช่วยเหลือจากสภากาชาดสยามในขณะนั้น ให้ใช้สถานีอนามัยที่หนึ่ง ถนนบำรุงเมือง จังหวัดพระนคร เป็นสถานตรวจและรักษาวัณโรค ต่อจากนั้นกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ได้เปิดโรงพยาบาลวัณโรคกลางขึ้นที่ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เมื่อ พ.ศ.2484 และในปีต่อมา โรงพยาบาลนี้ก็เปลี่ยนไปสังกัดกรมการแพทย์ หลังจากที่ได้มีการตั้งกระทรวงสาธารณสุขขั้นเมื่อ พ.ศ.2485

    การก่อตั้งงานควบคุมวัณโรค

            หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงนั้น ในบรรดาโรคติดต่อทั้งหลาย วัณโรคเป็นเหตุให้ประชานเสียชีวิตมากเป็นที่สองรองจากไข้มาลาเรีย และอัตราตายจากวัณโรคปอดในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2490 มีถึง 217 ต่อแสน ซึ่งนับว่าเป็นอัตราตายที่สูงมาก รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของโรคนี้ในด้านสาธารณสุข หลวงพยุงเวชศาสตร์ อธิบดีกรมอนามัย (เดิมชื่อกรมสาธารณสุข) สมัยนั้น จึงได้เริ่มก่อตั้งงานควบคุมวัณโรค โดยการเปิดสถานตรวจโรคปอดขึ้น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2492 โดยอาศัยเช่าอาคารสถานีอนามัยที่หนึ่ง ของสภากาชาดไทย ที่ถนนบำรุงเมือง (ซึ่งเดิมสมาคมปราบวัณโรคของแพทยสมาคม แห่งกรุงสยาม เคยใช้เป็นสถานตรวจรักษาวัณโรค เมื่อปี พ.ศ.2478 ดัดแปลงเป็นสถานตรวจรักษาและป้องกันวัณโรค โดยในระยะแรกนี้เป็นหน่วยงานขึ้นกับกองควบคุมโรคติดต่อ กรมอนามัย และเปิดบริการตรวจรักษาวัณโรค โดยใช้เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก ด้วยฟิล์มเล็ก (Photo-fluorographic unit for mass miniature radiography) เป็นเครื่องแรกในประเทศไทย และให้การรักษาด้วยยาแบบผู้ป่วยนอก ตลอดจนการป้องกันผู้สัมผัสโรค และให้สุขศึกษาแก่ประชาชนทั่วไป โดยมี นายแพทย์สมบุญ ผ่องอักษร ซึ่งได้ศึกษาได้รับปริญญาโท (M.P.H.) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาเอก (Dr.P.H.) ทางระบาดวิทยาวัณโรคจากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งกลับมาปฏิบัติงานในกรมอนามัย เป็นผู้อำนวยการคนแรก


สถานตรวจโรคปอด กองควบคุมวัณโรค
ก่อตั้งเมื่อ ปี 2492 ได้เช่าสถานที่ซึ่งเคยเป็น
สถานีอนามัยที่หนึ่งจากสภากาชาดไทย
อาคารสถานตรวจโรคปอด และกองควบคุม
วัณโรคซึ่งสร้างขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2507



              ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2494 จังได้เริ่มรับความช่วยเหลือจากองค์การอนามัยโลกในด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ และทุนการศึกษาต่างประเทศ สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย และกองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ได้ให้ความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ วัสดุ ได้แก่ หน่วยเอกซเรย์เคลื่อนที่ ฟิล์มเอกซเรย์ วัคซีนบีซีจี เครื่องอุปกรณ์ชันสูตรโรค เป็นต้น และในปีเดียวกันนี้ ได้ยกฐานะสถานตรวจโรคปอดขึ้นตั้งเป็นกองควบคุมวัณโรค โดยให้ดำเนินการประสานงานกับโรงพยาบาลวัณโรคกลาง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งได้โอนสังกัดจากกรมการแพทย์ มาอยู่กับกรมอนามัยตามข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลก โดยตั้งเป็นกองโรงพยาบาลวัณโรคขึ้นในปีเดียวกัน (และต่อมาโรงพยาบาลเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลโรคปอด) เพื่อดำเนินงานให้สอดคล้องกันโดยโรงพยาบาลโรคปอด เป็นฝ่ายให้การรักษาด้วยวิธีศัลยกรรมทรวงอก ซึ่งเริ่มมีการพัฒนาขึ้นในสมัยนั้น

             นอกจากนี้โดยความช่วยเหลือขององค์การกองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ ยังได้จัดตั้งหอชันสูตรวัณโรคกลาง กองควบคุมวัณโรค ซึ่งมีขีดความสามารถในการชันสูตรเชื้อวัณโรคโดยวิธีตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ และวิธีเพาะเลี้ยงเชื้อวัณโรคขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยเปิดดำเนินการเมื่อ มกราคม พ.ศ.2496 ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนาความสามารถให้ตรวจความไวต่อยาของเชื้อวัณโรคได้ด้วย

              งานในระยะแรก (พ.ศ.2494-2497) ของกองควบคุมวัณโรคโดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอนามัยโลก และกองทุนสงเคราะห์แห่งสหประชาชาติก็คือ ได้พัฒนาสถานตรวจโรคปอดถนนบำรุงเมือง (ซึ่งต่อมานิยมเรียกชื่อตามย่านยศเสว่า...สถานตรวจโรคปอดยศเส) ให้เป็นศูนย์สาธิต และฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล พนักงานชันสูตรโรค ตลอดจนพนักงานอนามัย ในด้านการตรวจวินิจฉัย ตลอดจนการควบคุม การรักษา การค้นหาผู้ป่วยวัณโรค การทดสอบทุเบอร์คุลิน และการฉีดวัคซีนบีซีจี การสุขศึกษาประชาสัมพันธ์ในการเผยแพร่ และการป้องกันการติดเชื้อวัณโรค และโครงการฉีดวัคซีนบีซีจี ซึ่งเป็นวิธีใหม่ที่นำมาใช้ป้องกันวัณโรค ในขณะที่ยังไม่มีการขยายบริการตรวจรักษาผู้ป่วยออกไปอย่างกว้างขวาง โดยใช้หน่วยวัคซีนบีซีจีเคลื่อนที่ ไปดำเนินการตามจังหวัดต่าง ๆ โดยมุ่งฉีดในเด็กนักเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ.2496

            ในระยะต่อมาก็คือ การสำรวจหาข้อมูลในด้านระบาดวิทยาวัณโรค โดยการสำรวจอัตราป่วย อัตราตรวจพบเชื้อวัณโรคในเสมหะ (อัตราแพร่เชื้อ) อัตราติดเชื้อวัณโรค รวมทั้งอุบัติการณ์ ตลอดจนการศึกษาทดลองในด้านการรักษา และป้องกันในเขตท้องที่ที่เลือกเป็นตัวอย่าง ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลทำให้ได้ข้อมูลที่แน่นอนเกี่ยวกับการระบาดแพร่หลายของวัณโรคเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนขยายงานวัณโรคต่อไป

    นโยบายการขยายงานในระยะต้นของกองควบคุมวัณโรค กรมอนามัย

               เนื่องจากในระยะนั้นได้เริ่มมีรายงานการรักษาผู้ป่วยวัณโรค ด้วยยารักษาวัณโรคแบบผู้ป่วยนอกมาแล้ว แต่โรงพยาบาลวัณโรคกลางในระยะนั้นมีเตียงรับผู้ป่วยไม่เกิน 75 เตียง และมีผู้ป่วยระยะเรื้อรัง อยู่พักรักษาอยู่เต็ม ประจวบกับมียารักษาวัณโรคขนานใหม่ที่ให้ผลในการรักษา โดยไม่ต้องรอเข้ารักษาในโรงพยาบาล กองควบคุมวัณโรคจึงได้มีการกำหนดนโยบายในการขยายงานวัณโรคโดยแน่นอนว่า จะมุ่งขยายการตรวจรักษาวัณโรคแบบผู้ป่วยนอก โดยการตั้งสถานตรวจโรคปอด หรือศูนย์วัณโรคขึ้นอีก เพราะการสร้างและการดำเนินงานโรงพยาบาลวัณโรคแต่ละแห่งย่อมต้องใช้บุคลากร สิ้นเปลืองค่าก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายมากกว่าการสร้างสถานตรวจโรคปอด หรือศูนย์วัณโรค ซึ่งสามารถให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยวัณโรคได้เป็นจำนวนมากกว่า โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

            ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการขยายงานไปส่วนภูมิภาค โดยการตั้งศูนย์วัณโรคภาคดังต่อไปนี้
            พ.ศ.2502 ตั้งศูนย์วัณโรคภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่
            พ.ศ.2506 ตั้งศูนย์วัณโรคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดขอนแก่น
            พ.ศ.2509 ตั้งศูนย์วัณโรคภาคใต้ ณ จังหวัดยะลา


               ซึ่งการขยายงานในระยะแรกนี้ เป็นการขยายงานในรูปโครงการพิเศษเฉพาะโรค ที่เป็นไปในรูปการรณรงค์ โดยใช้หน่วยเคลื่อนที่ ได้แก่การฉีดวัคซีนบีซีจี การตรวจหาผู้ป่วยโดยการใช้หน่วยเอกซเรย์เคลื่อนที่ ออกปฏิบัติการโดยมุ่งตรวจประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะชุมชนใหญ่ ๆ ในเมือง และเคยจัดหน่วยเคลื่อนที่ออกไปให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะจากกองควบคุมวัณโรคทั้งสิ้น ซึ่งการขยายงานในรูปโครงการพิเศษที่ดำเนินไปแล้วนั้น นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง ยังต้องใช้กำลังคนมาก แต่ให้บริการครอบคลุมประชากรเพียงส่วนน้อย เฉพาะในเมืองหรือเขตใกล้เคียง ทำให้ไม่อาจขยายหน่วยงานให้กว้างขวางได้ เนื่องจากขุมพลังจำกัด และสถานะเศรษฐกิจของประเทศไม่อำนวย
         แต่จากผลการสำรวจวัณโรคด้านระบาดวิทยา ระหว่างปี พ.ศ.2503-2507 ทำให้ทราบว่าวัณโรคนั้นมีระบาดแพร่หลายทั่วไป ทั้งในเขตเมืองและชนบท โดยมีอัตราป่วยเฉลี่ยทั้งประเทศรวมทุกหมวดอายุ คิดเป็นความชุก (Prevalence) ร้อยละ 2.1 อัตราป่วยในระยะแพร่เชื้อ ร้อยละ 0.5 ถึงแม้อัตราป่วยในเมือง หรือนครหลวงจะสูงกว่าชนบท แต่เมื่อประชากรร้อยละ 5 ของประเทศมีภูมิลำเนาอยู่ในชนบท จำนวนผู้ป่วยวัณโรคส่วนใหญ่จึงอยู่ในท้องที่ชนบท
            ฉะนั้นภายหลังที่ได้วิเคราะห์และทบทวนการปฏิบัติงานโครงการควบคุมวัณโรคในประเทศต่าง ๆ แล้ว องค์การอนามัยโลกจึงได้มีข้อเสนอแนะเมื่อ พ.ศ.2507 ให้ขยายงานควบคุมวัณโรคโดยดำเนินการในรูปแบบของ “แผนงานวัณโรคแห่งชาติ” (National Tuberculosis Programme หรือ NTP) โดยโอนมอบงานควบคุมวัณโรคให้เป็นหน้าที่ปฏิบัติของบริการทางการแพทย์ หรือบริการสาธารณสุขทั่วไปของท้องถิ่น ที่ได้แก่ โรงพยาบาลระดับจังหวัด สถานีอนามัย ซึ่งมีอยู่แล้วทั่วประเทศ เนื่องจากวิธีการดำเนินงานควบคุมวัณโรคนั้นได้มีความก้าวหน้าและวิวัฒนาการไปเป็นวิธีการมาตรฐาน มีเทคนิคไม่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญ หรือความชำนาญเป็นพิเศษเช่นสมัยก่อน

    กองควบคุมวัณโรคเริ่มรับผิดชอบดำเนินแผนงานวัณโรคแห่งชาติ

             ตามแนวทางเสนอแนะโดยองค์การอนามัยโลกดังกล่าว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2510-2511 โดยการบูรณาการงานควบคุมวัณโรคเข้ากับบริการสาธารณสุขท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว คือ
            1. การฝึกอบรมและโอนงานฉีดวัคซีนบีซีจี ให้แก่เจ้าหน้าที่อนามัยของจังหวัดต่าง ๆ รับไปปฏิบัติ หลังจากที่ศึกษาทดลองการฉีดวัคซีนบีซีจีโดยตรง โดยไม่ต้องทดสอบทุเบอร์คุลินก่อนในเด็กเล็ก ซึ่งพิสูจน์ว่าไม่มีอันตราย ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่อนามัยของจังหวัดต่าง ๆ ได้นำไปปฏิบัติได้ผลดีในหมวดอายุเป้าหมายที่กำหนดใหม่เป็น 0-9 ปี โดยได้ความครอบคลุมมากขึ้นกว่าเมื่อใช้หน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่
            2. ศึกษาทดลองการตรวจหาผู้ป่วย โดยการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ในผู้ป่วยที่มารับบริการด้วยอาการสงสัยวัณโรค ในระดับสถานีอนามัยชั้นหนึ่ง และให้การรักษาด้วยระบบยาครบ 2 ขนาน (ไอโสไนอาสิด ควบยา ไฮนาเซ๊ตตาโซน) ซึ่งได้ศึกษาทดลองแล้วว่าใช้ได้ดี และมีราคาไม่แพง โดยส่งเจ้าหน้าที่ที่ฝึกอบรมแล้วไปประจำจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ 2-3 คน ณ สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง หรือที่ทำการอนามัยจังหวัด ปรากฏว่าไม่ประสบความก้าวหน้าในการขยายงานตรวจหารายป่วย และการรักษาระหว่างปี พ.ศ.2511-2520

     การตั้งสถานตรวจโรคปอดให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์วัณโรคเพิ่มเติม

             โดยทำหน้าที่นิเทศงานทางวิชาการให้แก่จังหวัด จัดการฝึกอบรมและการส่งกำลังบำรุงคืออุปกรณ์วัสดุการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ ยารักษาวัณโรค วัคซีนบีซีจี ซึ่งได้มีการตั้งขึ้นในแต่ละเขต ดังต่อไปนี้
            1. พ.ศ.2510 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดนครราชสีมา
            2. พ.ศ.2511 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดอุบลราชธานี
            3. พ.ศ.2512 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดสกลนคร
            4. พ.ศ.2512 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดชลบุรี
            5. พ.ศ.2513 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดพิษณุโลก
            6. พ.ศ.2514 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดนครศรีธรรมราช
            7. พ.ศ.2514 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดนครสวรรค์
            8. พ.ศ.2519 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดสระบุรี
            9. พ.ศ.2534 ตั้งศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดราชบุรี
            (ศูนย์วัณโรคเขต จังหวัดราชบุรีเช่าสถานที่เปิดบริการตรวจรักษาในระยะแรก)
           เนื่องจากศูนย์วัณโรคเขตหลายแห่งยังขาดแคลนแพทย์ไปปฏิบัติงาน จำเป็นต้องอาศัยแพทย์จากกองวัณโรคสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตรวจรักษาผู้ป่วยวัณโรคอยู่เป็นประจำ ศูนย์วัณโรคเขตในจังหวัดต่าง ๆ จึงได้แบ่งความรับผิดชอบเป็นเขต ๆ ละ 5-6 จังหวัด และตั้งชื่อตามการแบ่งเขตราชการส่วนภูมิภาคของกระทรวงสาธารณสุข 12 เขต ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527

     การปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการของกระทรวงสาธารณสุข

            ในครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2515 โดยการรวมกรมการแพทย์และกรมอนามัยเข้าด้วยกัน ตั้งเป็น “กรมการแพทย์และอนามัย” ซึ่งกองควบคุมวัณโรคสังกัดอยู่ในกรมฯ นี้ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “กองวัณโรค”

     การปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการของกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 2

              เมื่อ พ.ศ.2517 เป็นผลให้กองวัณโรค เปลี่ยนไปสังกัด “กรมควบคุมโรคติดต่อ” ซึ่งตั้งขึ้นใหม่เป็นกรมวิชาการ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการวางแผนการสนับสนุนทางวิชาการ การฝึกอบรม และการส่งกำลังบำรุงในการควบคุมโรคติดต่อ โดยผ่านทางกองวิชาการแต่ละโรคที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข และศูนย์ควบคุมโรคเขต ที่ขยายไปทั่วทุกเขตของประเทศ และสถานตรวจโรคปอดยศเสใช้ชื่อว่า “สถานตรวจโรคปอดกรุงเทพฯ”

               ปัจจุบันศูนย์วัณโรคเขตทั้ง 12 เขต ได้โอนจากกองวัณโรค ไปสังกัดสำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขต กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต่อมาสถานตรวจโรคปอดกรุงเทพฯ กองวัณโรค และศูนย์วัณโรคเขต ก็ได้ทำหน้าที่เป็นสถานฝึกและดูงานของแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับต่าง ๆ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดมา

     ผลการดำเนินงานควบคุมวัณโรค

            โดยการบูรณาการงานวัณโรค ให้บริการสาธารณสุขของจังหวัดต่าง ๆ ไปปฏิบัติ โดยกองวัณโรคมีหน้าที่รับผิดชอบ แผนงานวัณโรคแห่งชาติร่วมกับศูนย์วัณโรคเขตดังกล่าวแล้ว และโดยการปรับปรุงยกระดับบริการสาธารณสุขของจังหวัดต่าง ๆ โดยให้มีโรงพยาบาลชุมชนในระดับอำเภอทั่วประเทศ หลังจากการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการของกระทรวงสาธารณสุขครั้งที่ 2 ก็มีความก้าวหน้าในการขยายงานตรวจหารายป่วย และการตรวจรักษาวัณโรคอย่างรวดเร็ว แล้วประกอบกับการนำเอาระบบยารักษาวัณโรคระยะสั้นมาใช้ และการฉีดวัคซีนบีซีจี ก็เป็นส่วนของแผนการขยายงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 ทำให้ความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนบีซีจีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90-100 เป็นผลให้ความชุกของวัณโรคลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่อสำรวจวัณโรคครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ.2534 ต่อจากนั้นสถานการณ์วัณโรคเริ่มเลวลง โดยมีการระบาดมากขึ้น จากผลการระบาดของเอดส์ และจากการที่วัณโรคได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับที่ต่ำ ทำให้มีผลกระทบต่อแผนงานวัณโรคแห่งชาติ ซึ่งต่อมาได้มีการทบทวนแผนงานวัณโรค โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก เมื่อ พ.ศ.2538 ได้มีการเสนอแนะให้กองวัณโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข เน้นหนักงานวัณโรค และดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่ในการควบคุมวัณโรค โดยเฉพาะการนำเอาการรักษาวัณโรคด้วยระบบยาระยะสั้น ภายใต้การสังเกตโดยตรง (Directly Observed Treatment Short course หรือ DOTS) มาใช้ ซึ่งกองวัณโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ และกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้เริ่มดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 เป็นต้นมา จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ (ปี พ.ศ.2542) ได้ขยายงานควบคุมวัณโรค โดยครอบคลุมอำเภอในจังหวัดต่าง ๆ ในการใช้ DOTS ไปร่วมร้อยละ 50 อย่างได้ผลดี ทั้งในด้านการตรวจหารายป่วย และการรักษา

            กองวัณโรค นอกจากจะรับผิดชอบการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแล้ว ยังรับผิดชอบดำเนินการควบคุมโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็กอีกด้วย เริ่มต้นจาก ธันวาคม พ.ศ.2523 กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดประชุมสัมมนาระดับชาติเรื่อง “โรคติดต่อเฉียบพลัน ระบบหายใจในเด็ก” ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นกุมารแพทย์ และผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก ผลของการประชุม กระตุ้นให้ตระหนักถึงปัญหาสำคัญของโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในโรคติดเชื้อของเด็กต่ำกว่า 5 ปี ทำให้มีการศึกษาวิจัยถึงสาเหตุ และสถานการณ์ระดับประเทศ ตลอดจนปัจจัยเสี่ยงของโรค แต่ในขณะนั้นก็ยังไม่มีกลยุทธ์ที่จะดำเนินการควบคุมวัณโรคระดับชาติ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2528 กรมควบคุมโรคติดต่อ มอบหมายงานควบคุมโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก ให้กองวัณโรคเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ โดยได้รับคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก และแต่งตั้งอนุกรรมการระดับชาติ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและองค์การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งนี้ได้รับคำแนะนำด้านวิชาการและการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ และองค์การอนามัยโลกด้วยดีตลอดมา

            วัตถุประสงค์หลักของงานควบคุมโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก คือ ลดอัตราตายของโรคปอดบวมในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กลยุทธ์คือ ให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมีความรู้ความสามารถในการบริบาลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ กองวัณโรคได้นำแนวทางการบริบาลมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกมาปรับใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2529 และดำเนินการลงสู่ภูมิภาคอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ พ.ศ.2533 จนครอบคลุมทั่วประเทศตั้งแต่ พ.ศ.2537

            นอกจากการลดอัตราตายของโรคปอดบวมในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีแล้ว แผนงานนี้ได้พยายามลดการใช้ยารักษาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงลดอัตราการป่วยในโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็กด้วย โดยยึดหลักการให้บริบาลมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเป็นแนวทางร่วมกับการให้สุขศึกษาแก่ประชาน อีกทั้งได้ทำการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพตลอดมา

           เนื่องจากกองวัณโรคที่ตั้งอยู่ ถนนบำรุงเมือง ยศเส อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่ายนั้น ทางราชการได้เช่าที่จากสภากาชาดไทยตลอดมา ภายหลังสภากาชาดไทยต้องการพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์จึงต้องดำเนินการหาสถานที่ก่อสร้างกองวัณโรคใหม่ โดยที่กองวัณโรคได้รับบริจาคที่ดินจาก ร้อยตรีเจริญ ดารานนท์ จำนวน 19 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา เพื่อใช้ประโยชน์ในงานวัณโรคเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2510 ณ ตำบลบางโคล่ อำเภอยานนาวา กรุงเทพมหานคร และขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2511

         เนื้อที่ดินบริจาค รวมทั้งหมด 16 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ที่ดินส่วนหนึ่งกรมธนารักษ์ได้นำไปสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ เพื่อหาประโยชน์ให้กับกิจการงานวัณโรคของกองวัณโรค คงเหลือพื้นที่ 6 ไร่ 2 งาน 58 ตารางวา

     การดำเนินการก่อสร้างอาคารกองวัณโรคใหม่

           สิ่งก่อสร้างพื้นที่ทำการ ประกอบด้วยอาคารอารานนท์ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 11,500 ตารางเมตร จำนวน 1 หลัง อาคารพัสดุเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 2 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 320 ตารางเมตร จำนวน 1 หลัง เตาเผาขยะ จำนวน 1 เตา และรั้วคอนกรีตรอบบริเวณ
           ได้รับอนุมัติงบประมาณแผ่นดินปี 2537 (งบผูกพัน 3 ปี)
           - อาคารดารานนท์ และอาคารคลังพัสดุ 68,480,000.- บาท
           - รั้วคอนกรีตรอบบริเวณ เงินงบประมาณ 899,600.- บาท
                                                       เงินบริจาค 350,400.- บาท
           - เตาเผาขยะ 670,000.- บาท


            การออกแบบโครงการอาคารและควบคุมการก่อสร้างโดยสถาปนิกและวิศวกรจากกองแบบแผนสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
                ระยะเวลาในการก่อสร้าง
                        วันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2537 ทำพิธีวางศิลาฤกษ์
                        วันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2537 เริ่มดำเนินการก่อสร้าง
                        วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2539 ก่อสร้างแล้วเสร็จ รวมระยะเวลาก่อสร้าง 690 วัน



     การดำเนินการ ณ อาคารใหม่

            เนื่องจากกองวัณโรคมีสถานตรวจโรคปอดเป็นที่รับบริการตรวจรักษาผู้ป่วยวัณโรค การย้ายสถานที่มาดำเนินการ ณ สถานที่ใหม่จึงดำเนินการ
            - วันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2540 ระยะแรกย้ายจากสถานที่ทำการเดิม บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารงานทั่วไปและกลุ่มงานวิชาการ
            - ตุลาคม พ.ศ.2540 ย้ายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริการตรวจรักษาพยาบาล และเปิดทำการบริการตรวจรักษาวัณโรคแก่ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2540
           - วันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2541 ย้ายจากสถานที่ทำการเดิมทั้งหมด ปัจจุบันกองวัณโรคและสถานตรวจโรคปอดกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 3331/116 ถนนสุดประเสริฐ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ 10120
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

 ที่มา: สำนักวัณโรค


 
สำนักวัณโรค เลขที่ 116 ถนนสุดประเสริฐ (ฝั่งขวา) แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กทม. 10120
โทรศัพท์ : 02-212-2279 แฟกซ์ : 02-212-1408 แผนที่ :
Copyright © 2009 สำนักวัณโรค BUREAU OF TUBERCULOSIS All Rights Reserved