สำนักวัณโรค : BUREAU OF TUBERCULOSIS : ประวัติการควบคุมวัณโรคประเทศ







 
 



“ งานต่อต้านวัณโรคในประเทศไทย”

   "พระราชภารกิจสืบเนื่องของ
   สมเด็จพระบรมราชชนก
   และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


            สมเด็จพระมหิตลิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลงสงขลานครินทร์ได้ทรงสนพระทัยในทุกข์สุขของพสกนิกรด้านสุขภาพการสาธารณสุข และการแพทย์เป็นอันมาก เนื่องจากทรงเห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิด เป็นสิ่งบั่นทอนกำลังของชาติ ทำให้พสกนิกรได้รับความทุกข์ทรมานเสียชีวิต และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศสมเด็จพระบรมราชชนก ได้ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เดินทางไปศึกษาวิชาสาธารณสุขและวิชาแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วารด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีพระประสงค์เพื่อปรับปรุงการแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศไทยให้เจริญขึ้นทัดเทียมอารยประเทศ ทรงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิทยาการต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ทั้งด้านทฤษฎี และการปฏิบัติอย่างจริงจัง ครั้นในปี พ.ศ. 2463 ระหว่างที่พระองค์ทรงศึกษาในชั้นปีที่สาม ของโรคเรียนวิชาการสาธารณสุขมหาวิทยาลับฮาร์วารด ทรงมีเหตุจำเป็นต้องเสร็จกลับประเทศไทยเนื่องในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชชนนีพันปีหลวง หลังจากเสร็จพระราชพิธีถวายพระเพลิงแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปทรงงานในห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา ของโรงพยาบาลศิริราชเป็นประจำ ทรงศึกษาถึงสาเหตุต่างๆ ที่เป็นโรคภัยคุกคามประชาชนและประสบการณ์ที่พบโดยตรงทำให้พระองค์ทราบว่า วัณโรคมีแพร่หลายมากมายในหมู่ประชาชนชาวไทยทั่วไป แต่ในครั้งนั้นวงการแพทย์และประชาชนยังไม่มีความรู้แพร่หลาย ประชาชนไม่ทราบวิธีรักษาพยาบาล และการป้องกัน พระองค์จึงได้ทรงเรียบเรียงเอกสารการสาธารณสุข และนิพนธ์เรื่อง “โรคทุเบอร์คุโลสิส” และจัดพิมพ์ช่วยในงานถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ
            พระนิพนธ์เรื่อง “โรคทุเบอร์คุโลสิส” นับได้ว่าเป็นเอกสารสาธารณสุขวัณโรค ฉบับแรกในประเทศไทยที่สมบูรณ์ มีเนื้อหาความรู้เรื่องวัณโรคซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประชาชน และวงการแพทย์เป็นอย่างยิ่ง ทรงได้กล่าวถึงต้นเหตุ อาการ วิธีการการติดต่อ โรคทุเบอร์คุโลสิสที่ปรากฏในอวัยวะอื่นๆ วิธีการบำบัด อาการหาย ความประพฤติเป็ดเตล็ด และวิธีปฏิบัติตัวโดยละเอียด ข้อแนะนำในเอกสารนี้ยังคงใช้ป้องกันวัณโรค ซึ่งยังคงให้ได้ดีในปัจจุบัน นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงชี้แนะ หลักการในเชิงนโยบายและความสำคัญในการกำจัดโรคนี้ในข้อความตอนท้ายในเอกสาร “โรคทุเบอร์คุโลสิส” ว่า “ท่านผู้ใดอุตส่าห์เสียเวลา อ่านหนังสือฉบับนี้มาจนถึงที่นี้ก็คงจะเห็นด้วยว่า เราควรจะกำจัดโรคอันร้ายนี้เสีย เพราะเป็นโรคที่ร้ายสำหรับบ้านเมือง โดยมากมักจะเป็นแก่เด็กเล็กๆ ที่กำลังน่าเอ็นดู

หรือไม่ก็กำลังเป็นหนุ่ม เป็นสาวเอางานเอาการ เป็นข้าศึกที่ตัดกำลังราษฎรของเรามาก ถ้าท่านมีน้ำใจจะช่วยแล้วขอให้ลงมือช่วยทันที” ข้อชี้นำของพระองค์ท่าน ทำให้กรมสาธารณสุขในสมัยนั้นตระหนักถึงความสำคัญ และประโยชน์ของบทพระนิพนธ์ จึงได้นำไปพิมพ์ในเอกสารสาธารณสุขฉบับพิเศษ เมื่อ 24 กันยายน 2463 ต่อมาได้มีการนำไปพิมพ์เผยแพร่ เป็นวิทยาทาน แก่ประชาชนทั่วไปอีกหลายครั้ง เอกสารเรื่อง “ทุเบอร์คุโลสิส” เป็นหลักฐานอันเป็นคุโณปการสำคัญที่นับได้ว่า สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงเป็นผู้ริเริ่มการต่อต้านวัณโรคในประเทศไทยอย่างแท้จริง
            ด้วยความสนพระทัยอันแรงกล้าต่อการแพทย์ และการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสร็จพระราชกรณียกิจ ที่สำคัญต่างๆ แล้ว พระองค์ได้เสด็จกลับไปทรงศึกษาวิชาแพทย์ต่อ ณ มหาวิทยาลัย ฮาร์วารด และทรงสำเร็จการศึกษา ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยม
            ในปี พ.ศ. 2471 พระองค์เสด็จนิวัติกลับประเทศไทย ต่อมาได้เสด็จไปทรงงานเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2472 ขณะที่ทูลกระหม่อมสมเด็จพระบรมราชชนก ทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่นั้น ทรงได้มีพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2472 ถึงคุณหลวงนิตย์ เวชช์วิศิษฐ์ มีใจความตอนหนึ่งว่า “TB มีมากเต็มที และไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่มีโรงพยาบาลพิเศษ หรือ Sanatorium สำหรับรักษารายที่ไม่หนักนัก การเรื่อง TB นี่ทำให้ฉันสนใจมาก อยากให้มี Anti-TB Society”



            
พระราชปรารภ ในเรื่องวัณโรคนี้ ก่อให้เกิดแรงดลใจ แก่คณะกรรมการแพทยสมาคมแห่งกรุงสยามในพระบรมราชูปถัมป์ในครั้งนั้น เป็นอันมาก คุณหลวงเฉลิมคัมภีร์เวชช์ ซึ่งดำรงตำแหน่งสภานายกของสมาคมได้ตระหนักถึงปัญหา และความร้ายแรงของวัณโรค ที่บั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน เป็นจำนวนมารก และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณคำปรารภของพระองค์ จึงได้จัดให้มีการประชุมกรรมการแพทย์สมาคมแห่งกรุงสยาม เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2477 เพื่อหารือการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยวัณโรคและป้องกันวัณโรคมิให้ระบาดแพร่หลายต่อไป คณะกรรมการได้มีมติให้ตั้งกองการปราบวัณโรคขึ้น เป็นงานส่วนหนึ่งของแพทยสมาคมฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการปราบวัณโรคในประเทศสยาม และแสวงหาความร่วมมือ กับองค์การ มูลนิธิต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหาวัณโรค กองการปราบวัณโรค ของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกองการปราบวัณโรคแห่งสยามโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2478 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2482 นับได้ว่าเป็นองค์การต่อต้านวัณโรคแห่งแรกในประเทศไทย ที่เกิดสืบเนื่องจากพระราชปรารภ ของทูลกระหม่อม สมเด็จพระบรมราชชนก
            ทูลกระหม่อมสมเด็จพระบรมราชชนก ทรงอุทิศพระวรกาย และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนมากมาย ในการปรับปรุงพัฒนา และจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งแรกในประเทศไทย ได้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในปัจจุบันนี้ ทรงเป็นผู้เจรจามูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เข้ามาช่วยงบพัฒนาวิชาการแพทย์และโรงเรียนแพทย์ของไทย สร้างรากฐานของวิชาแพทย์ศาสตร์แผนปัจจุบัน ให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นที่รับรองของนานาประเทศ มีศักยภาพในการพัฒนาคน และการศึกษาวิจัย มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงมีพระคุณแก่การแพทย์ไทยแผนปัจจุบัน ดังที่มีการกล่าวไว้โดยละเอียด ในหนังสือ “ชุมนุมพระนิพนธ์และบทความเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระราชธิดา” จัดพิมพ์โดยคณะแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาลในวันมหิดล 24 กันยายน 2508

            ในภาวะที่ประชาชนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น มีความยากจน และการศึกษาทั่วไปด้อย กอปรกับพื้นที่กว้างใหญ่ ห่างไกล ปัญหาสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และวัณโรค ยังคงเป็นปัญหาที่คุกคามต่อประชาชนไทยอยู่เรื่อยมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ และทรงเป็นพระอนุชาธิราชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงติดตามเสด็จไปในที่ต่างๆ พระองค์ท่านทรงทราบความเดือดร้อนของพสกนิกร และทราบว่าชาวไทยเป็นวัณโรคกันมาก อีกทั้งไม่มีความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพอนามัย และขาดแคลนยารักษาโรคจึงได้พระราชทานพระบรม ราชานุญาตให้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น” ซึ่งเป็นเพลงที่สองที่ทรงพระราชนิพนธ์ แต่เป็นเพลงแรกที่พระราชทานให้วงดนตรีนำไปบรรเลงในงานแสดงดนตรีการกุศลเพื่อหารายได้สบทบทุนช่วยเหลือโครงการรณรงค์ต่อต้านวัณโรคแห่งชาติของสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมกับพระราชทานแบบจำลองเรือรบหลวงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ออกประมูลในงานเดียวกัน เพื่อนำรายได้สมทบทุนในการต่อต้านโรคร้ายดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 และได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือกิจกรรมต่อต้านวัณโรคเสมอมา



            ในปี พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างตึกมหิดลวงศานุสรณ์พระราชทานให้สภากาชาดไทยเพื่อสำหรับใช้เป็นห้องปฏิบัติการผลิตวัคซีนป้องกัน วัณโรคซึ่งต่อมาองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองคุณภาพวัคซีนบีซีจี ที่ผลิตในประเทศไทยพร้อมกันนี้ กองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ได้นำวัคซีนดังกล่าวไปใช้ในต่างประเทศด้วย และขณะเสด็จฯ ไปประทับในสวิสเซอร์แลนด์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแสวงหาตัวยาใหม่ๆ เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยวัณโรค โดยทรงสั่งซื้อพาราแอมมิไนซาลิไซลิกแอซิด หรือ พีเอสเอส ซึ่งเป็นยารักษาวัณโรคขนานที่สอง แต่ในขณะนั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก และทรงส่งยาดังกล่าวมารักษาผู้ป่วยในประเทศไทย ในเวลาต่อมาได้มีการค้นพบว่าเมื่อนำยาขนานนี้ไปใช้ร่วมกับสเต็พโตมัยซิน ซึ่งเป็นยารักษาวัณโรคขนานแรกที่ค้นพบสามารถช่วยป้องกันหรือชะลอการดื้อยาของเชื้อวัณโรคได้

            ในส่วนของการขยายการสาธารณสุขสู่ชนบทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรถพยาบาลเคลื่อนที่คันแรกให้กระทรวงสาธารณสุขเมื่อปีพ.ศ. 2495 สำหรับใช้ในงานรักษาพยาบาลผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งในขณะนั้น การคมนาคมไม่สะดวกเช่นสมัยนี้ และในปี พ.ศ. 2498 ได้พระราชทานเรือพยาบาลเคลื่อนที่ “เวชพาห์” พร้อมเวชภัณฑ์ให้สภากาชาดไทยสำหรับใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามริมแม่น้ำลำคลอง นอกจากนี้พระองค์ท่านยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรในพื้นที่ทุรกันดารด้วยพระองค์เอง

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีถึงความสำคัญของการปรับปรุงสภาพแวดล้อม เพื่อสุขภาพที่ดีของพสกนิกร จึงได้ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายโครงการในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น รวมทั้งการก่อสร้างสวนสาธารณะ เช่น สวนจตุจักร, สวนหลวง ร. 9 เพื่อเป็นสถานที่ออกกำลังกาย และสร้างบรรยากาศที่ดีต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาสภาพแวดล้อม และบรรเทาสภาพน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติ เช่น บึงมักกะสัน การปรับปรุงสภาพแวดล้อม รวมถึงโครงการบรรเทาปัญหาจราจรมลภาวะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โครงการปลูกป่าทดแทนเพื่อรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ ในทุกภูมิภาคของประเทศ การขยายและปรับปรุงการจราจร การก่อสร้างทางยกระดับเพื่อให้การจราจรคล่องตัวลดมลพิษจากยานยนต์เป็นต้น

            พระองค์ท่านได้พระราชทานทุนอานันทมหิดลสนับสนุนด้านการแพทย์ และการสาธารณสุขให้แก่ผู้ที่เรียนดีเยี่ยม ซึ่งสำเร็จการศึกษาแพทย์ศาสตร์ให้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศเพื่อให้ได้รับความรู้ความชำนาญมากขึ้น เพื่อกลับมาเป็นครู และอาจารย์แพทย์ต่อไป ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แพทย์นำพระอาการประชวรไปศึกษาค้นคว้า เพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ ดังจะเห็นได้จากในปี พ.ศ. 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรด้วยโรคพระปับผาสะอักเสบ จากเชื่อมัยโคพลาสมาซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อชนิดหนึ่ง และเป็นคนไทยรายแรกที่ตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ เมื่อพระองค์ท่านทรงทราบว่าเป็นการตรวจพบโรคนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย พระองค์จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รายงานให้วงการแพทย์ได้ทราบ และเพื่อประชาชนจะได้ทราบด้วย ดังนั้นจึงได้มีการนำเรื่องการประชวรของพระองค์ท่านตีพิมพ์โดยไม่ได้กล่าวถึงชื่อผู้ป่วย ซึ่งเป็นวิธีการรายงานทางการแพทย์ในวารสารของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และวารสารฉบับนี้ได้ถูกส่งไปที่หอสมุดทางการแพทย์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา และได้เผยแพร่ไปยังหอสมุดการแพทย์ทั่วโลก เพื่อเป็นเอกสารที่แพทย์นานาชาติได้ใช้ศึกษาและอ้างอิงต่อไป

             พระราชกรณียกิจที่ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ ในการส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัยป้องกัน และรักษาโรคปอดแก่ประชาชนทั่วไป ทั่งชาวไทย และชาวโลกนี้ วิทยาลัยแพทย์ทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา (American College of Chest Physicians) จึงได้ทูลเกล้าถวายรางวัล Partnering for World Health เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539



             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงสนพระราชหฤทัย และมีบทบาทสำคัญยิ่งต่องานสาธารณสุขของชาติ ตลอดจนงานป้องกันรักษาโรคปอด อย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานานกว่า 60 ปี ตั้งแต่ยังมิได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ และยังทรงปฏิบัติต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทรงมีพระวิริยะ อุตสาหะ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาติ บ้านเมืองและพสกนิกร ในทุกด้าน รวมทั้งด้านสุขภาพอนามัย ช่วยงานต่อต้านวัณโรค และโรคปอด พระองค์ทรงมีพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ สมควรที่เราชาวไทยทุกหมู่เหล่า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมใจกัน แก้ไข ดูแลกำกับการรักษาผู้ป่วยวัณโรค อย่างจริงจัง ให้ประเทศชาติรอดพ้นจากภัยคุกคามจากวัณโรคที่เพิ่มขึ้นตลอดจนปัญหาสาธารณสุขต่างๆ ที่ซับซ้อนขึ้นในปัจจุบัน

 ที่มา: สำนักวัณโรค


 
สำนักวัณโรค เลขที่ 116 ถนนสุดประเสริฐ (ฝั่งขวา) แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กทม. 10120
โทรศัพท์ : 02-212-2279 แฟกซ์ : 02-212-1408 แผนที่ :
Copyright © 2009 สำนักวัณโรค BUREAU OF TUBERCULOSIS All Rights Reserved